ลีกวนยิวในวัยขาดอีก 14 ถึงร้อย ยังอหังการและพร้อมจะปะทะคารมกับใครก็ตามที่หาญกล้าท้ารบกับเขาในหัวข้อเรื่อง"สิงคโปร์นี้ของข้า"
ยังไม่มีใครบอกได้ว่าระหว่างจำนวนผู้ชื่นชม กับผู้วิพากษ์วิธีการบริหารประเทศของเขานั้น ฝ่ายไหนมากกว่ากันแต่ถ้าจะให้ใครวิพากษ์ลีกวนยิวได้ถึงใจที่สุด, ก็คงต้องเป็นเพื่อนรักเพื่อนแค้นที่ชื่อมหาธีร์ โมหะหมัด,อดีตนายกฯ มาเลเซีย, ที่เป็น 'คู่กัด' มาตลอด
เพราะคู่นี้แข่งกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน, ต่างคนต่างไม่ยอมอ่อนข้อต่อกันมหาธีร์ เคยพูดถึงลีว่า
"ลีกวนยิวเป็นกบตัวใหญ่ในสระเล็ก เขาไม่พอใจกับสิ่งที่เขามีแน่นอน เขามีความใฝ่ฝันที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียทั้งหมด แต่ผมคิดว่าประวัติศาสตร์จะจารึกว่าเขาเป็นทั้งปัญญาชนและนักการเมืองที่น่าทึ่งพร้อมๆ กัน...ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยได้พบเห็นบ่อยนัก..."
และเมื่อนักหนังสือพ์มะกัน ทอม เพลต (Tomn Plate) ขอสัมภาษณ์พิเศษท่านผู้อาวุโสแห่งเกาะสิงคโปร์ เพื่อตีพิมพ์เป็นหนังสือสะท้อนวิธีคิดของเขาล่าสุด, ลีกวนยิวไม่ลังเลที่จะตอบคำถามที่เขารู้ว่าจะต้องหลั่งไหลออกมาอย่างช่วยไม่ได้
เขายังหงุดหงิดกับเสียงวิจารณ์จากโลกตะวันตกไหม ว่าเขาเป็นเผด็จการที่ไม่ยอมให้มีฝ่ายค้านมาซักถาม และไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนคนสิงคโปร์วิพากษ์วิจารณ์นโยบายของเขา...ใครขืนกล้าทำอย่างนั้น, เป็นอันเสร็จทุกราย
ลีกวนยิวบอกว่า คนตะวันตกยังไม่เข้าใจเขาอย่างถ่องแท้แน่นอน
"พวกเขาไม่เข้าใจว่าในท้ายที่สุดแล้ว ผมไม่ได้กังวลว่าพวกเขาจะตัดสินผมอย่างไร ผมเป็นห่วงว่าประชาชนที่ผมปกครองดูแลจะพิพากษาผมอย่างไร...ผมถือว่าเป็นความรับผิดชอบของผม เพราะเมื่อผมเสนอตัวสมัครรับเลือกตั้งในช่วงทศวรรษที่ 50 และเมื่อชนะแล้วก็พาพวกเขาไปร่วมมาเลเซีย และเอาพวกเขาออกมามาเลเซีย...เราต้องทำให้สิงคโปร์ที่เป็นเอกราช ประสบเดินหน้าให้ได้..."
เท่ากับเป็นการตอกย้ำว่าเขาไม่แคร์ว่าคนนอกประเทศจะวิจารณ์เขาเสียๆ หายๆ อย่างไร...ที่เขาถือว่าสำคัญกว่าก็คือคนสิงคโปร์ที่เลือกเขาเป็นหัวหน้า มีความเห็นต่อผลงานของเขาอย่างไรต่างหากเล่า
ลีกวนยิวยอมรับว่ามันหาใช่เป็นภาระอันง่ายดายแต่ประการใดไม่เลย
"ผมคิดว่ามันเป็นภาระที่หนักหน่วงเกินกว่าที่ผมจะทำสำเร็จได้ เราต้องสร้างเศรษฐกิจใหม่ แต่ผมมีทีมทำงานที่ดี ในทางปฏิบัติแล้ว, เราลองทำวิธีนั้นวิธีนี้ และในท้ายที่สุดเราก็สำเร็จ และเมื่อสำเร็จแล้ว, หน้าที่ต่อไปก็คือหาคนที่สืบทอดเจตนารมณ์ต่อที่สามารถสืบสานระบบนี้ต่อไป..."
ท่านผู้เฒ่ายอมรับอย่างไม่ลังเลว่า หากเขาไม่สามารถหาคนมารับช่วงต่อ, ก็เท่ากับเป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
"ถ้าหากระบบมันพังลงไป, ก็เท่ากับว่าสิ่งที่ผมทำมาทุกอย่างก็กลายเป็นศูนย์หมด..."
เมื่อลีกวนยิวก้าวลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 1990 หลังจากนั่งเก้าอี้ตัวนี้ 31 ปี (แม้หลายคนเคยคิดว่าเขาจะเกาะติดตำแหน่งนี้ไปถึงวันสุดท้ายของชีวิต) เขาตั้งโก๊ะจ๊กตงแทน (ขณะที่เกือบทุกคนที่เกาะติดข่าวสิงคโปร์ชำเลืองไปที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน 'หลี่เสียนหลง')
"ผมตั้งโก๊ะจ๊กตงและทีมของเขา และผมยังอยู่ข้างหลังเพื่อทำให้เขาดูว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ได้อย่างไร ถ้าเขาต้องการจะเปลี่ยนอะไร, ผมก็สอนเขาว่ามันมีวิธีทำอย่างไร...ไม่มีการบีบเกียร์ ภายใน 6 เดือน, รัฐมนตรีสามคนก็ออกไป เพราะไม่ชอบสไตล์การทำงานของเขา แต่ผมก็ไปพูดจาจนพวกเขาเปลี่ยนใจ ไม่ออก ผมบอกว่าต้องให้เวลาเขาหน่อย เขาต้องการเวลาเพื่อจะค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับงาน พวกเขา (รัฐมนตรีทั้งสาม) ก็อยู่ต่อ...และเขา (โก๊ะจ๊กตง) ก็อยู่ต่อไปถึงตั้ง 14 ปี ...ผมช่วยเขา เขาแต่งตั้งลูกชายผมเป็นรอง ลูกชายผมก็ช่วยเขาประสบความสำเร็จ..."
จะเรียกเป็น 'คำสารภาพ' หรือ 'การอวดอ้างสรรพคุณ' ของลีกวนยิวก็สุดแท้แต่ว่าใครจะมองจากมุมไหน, แต่นี่คือการเปิดใจครั้งแรกของท่านผู้เฒ่าที่ไม่เคยบอกใครที่ไหนมาก่อนว่าเขาต้องคอย 'ประคอง' โก๊ะจ๊กตงไม่ให้ตกม้าตายตอนที่ตัดสินใจตั้ง 'ทายาททางการเมือง' อย่างพร้อมที่จะเสี่ยงกับความล้มเหลว
ลียอมรับกับทอม เพลต ระหว่างการสัมภาษณ์ว่า
"ความสำเร็จของโก๊ะจ๊กตง หมายความว่าผมสำเร็จ...ไม่ใช่ว่าเขาจะสำเร็จแต่เพียงคนเดียว...ความสำเร็จของเขาทำให้ผมได้เครดิตด้วย ขณะเดียวกัน เขาก็ได้ตัดสินใจที่จะช่วยลูกชายของผม (หลี่เสียนหลง) สำเร็จ ซึ่งก็จะทำให้เขาดูดีด้วยเหมือนกัน..."
ลีกวนยิวบอกว่า นี่คือกระบวนการสร้างระบบใหม่สำหรับแวดวงการถ่ายเทอำนาจต่อเนื่องไป
เขาเรียกมันว่า 'virtual cycle' ซึ่งกันข้ามกับที่เราเคยรู้จักมักคุ้นว่า 'vicious cycle'
คำหลังที่เราได้ยินบ่อยๆ คือ 'วงจรอุบาทว์'
แต่ลีกวนยิวพลิกกลับเป็น 'วงจรแห่งความถูกต้องชอบธรรม"
แต่ก็ไม่วายมีคนวิพากษ์อย่างตรงไปตรงมาว่าอำนาจสูงสุดทางการเมืองของสิงคโปร์นั้น จำกัดอยู่ในมือของคนไม่กี่คนที่ลีกวนยิวไว้วางใจเท่านั้น, ยังไม่อาจจะเอ่ยอ้างว่าเป็นประชาธิปไตยได้เป็นอันขาด
เพราะเอาเข้าจริงๆ จะเรียกว่าเป็น 'วงจรแห่งความถูกต้อง' ได้อย่างไร ในเมื่อมันวนเวียนอยู่กับ 'พ่อลูก' หรือคนสนิท ไม่กี่คนเท่านั้น?
นักวิพากษ์ฝรั่งเสียดสีด้วยวลี 'the Father, the Son and Holy Goh'
อันหมายถึง 'ลีผู้พ่อ' กับ 'ลีผู้ลูก' และ 'โก๊ะจ๊กตง' เท่านั้นแหละ
ไม่อาจจะเอ่ยอ้างว่าเป็น 'ระบบเปิด' ที่คนดีคนเก่งจะสามารถเข้ามาเสนอตัวเพื่อ 'รับใช้ชาติ' แต่ประการใด
ลีกวนยิวตอบอย่างไม่ยี่หระว่า
"ผมทำได้ดีที่สุดกับคนที่ผมมีเท่านั้นแหละ"
ลีกวนยิวบอกคนสัมภาษณ์เขาว่า เขาไม่ผูกติดกับปรัชญาหรือทฤษฎีใดๆ ในการทำหน้าที่เป็นผู้นำประเทศ
"ผมสนใจเรื่องปรัชญาและทฤษฎี แต่ผมไม่ให้ชีวิตของผมถูกกำหนดโดยมัน..."
ลีเท้าความให้ฟังว่า ทฤษฎีแห่งยุคสมัยทศวรรษ 1960, 1970 และ 1980 พูดถึง 'ผู้นำโลกที่สาม' หรือ 'สังคมนิยม' หรือ 'คอมมิวนิสต์' หรือ 'สาธารณรัฐโซเวียต' นั้น, เขาฉีกตัวเองออกจากหลักคิดที่ฟังดูทันสมัยในขณะนั้น
"ผมทวนกระแส, และผมก็สำเร็จ...จากนั้นผู้นำอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ก็เดินตามตัวอย่างของผม..."
เขากล่าวอย่างมั่นใจ, เพราะความถ่อมตนมิใช่คุณสมบัติพิเศษของลีกวนยิวอยู่แล้ว
เขาบอกว่าวิธีคิดของเขาคือ เมื่อมีปัญหาที่ต้องแก้, เขาทบทวนว่ามีทางเลือกอะไรบ้าง และถ้าทางออกที่ผมเลือกไม่สำเร็จ, ผมก็หาทางอื่นที่มีความน่าจะเป็นเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จได้สูงกว่า
"ไม่เคยเจอทางตัน..." คือข้อสรุปของเขา
อย่างนี้แปลว่าเขามี 'แผนสอง' เสมอ, เผื่อว่า 'แผนหนึ่ง' ไม่อาจแก้ปัญหาได้
"ใช่, แน่นอน, ถ้าแผนแรกไม่สำเร็จ ก็ต้องมีแผนสองทันที..." เขายืนยัน
มีคนเคยถามลีกวนยิวว่าเขาเป็น 'นกพิราบ' หรือ 'เหยี่ยว' ในประเด็นแนวคิดทางการเมืองโดยเฉพาะในช่วงที่สงครามเวียดนามกำลังร้อนระอุใกล้ๆ บ้านเรา
"ถ้าผมต้องเลือกสัตว์ปีกมาเปรียบเทียบความเป็นคนของผม, ผมไม่ใช่ทั้งนกพิราบหรือเหยี่ยว...ผมว่าผมเป็นนกฮูกมากกว่า"
ความเป็น 'นกฮูก' คือการเฝ้ามองอย่างระแวดระวัง, ไม่กร้าวเช่นเหยี่ยวที่จะระรานใครต่อใคร, แต่ก็ไม่อ่อนนุ่มให้คนอื่นรังแกได้เหมือนพิราบ
(สัปดาห์หน้า..เบื้องหลังยักษ์จีนมากระซิบขอคำแนะนำ 'สิงคโปร์โมเดล')
กาแฟดำ