Keang Digit Space
0101010101010 Digital Space 1010101010101
วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553
"ผมไม่ใช่พิราบ, ไม่ใช่เหยี่ยว... ผมเป็น 'นกฮูก" ลีกวนยิว
ลีกวนยิวในวัยขาดอีก 14 ถึงร้อย ยังอหังการและพร้อมจะปะทะคารมกับใครก็ตามที่หาญกล้าท้ารบกับเขาในหัวข้อเรื่อง"สิงคโปร์นี้ของข้า"
ยังไม่มีใครบอกได้ว่าระหว่างจำนวนผู้ชื่นชม กับผู้วิพากษ์วิธีการบริหารประเทศของเขานั้น ฝ่ายไหนมากกว่ากันแต่ถ้าจะให้ใครวิพากษ์ลีกวนยิวได้ถึงใจที่สุด, ก็คงต้องเป็นเพื่อนรักเพื่อนแค้นที่ชื่อมหาธีร์ โมหะหมัด,อดีตนายกฯ มาเลเซีย, ที่เป็น 'คู่กัด' มาตลอด
เพราะคู่นี้แข่งกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน, ต่างคนต่างไม่ยอมอ่อนข้อต่อกันมหาธีร์ เคยพูดถึงลีว่า
"ลีกวนยิวเป็นกบตัวใหญ่ในสระเล็ก เขาไม่พอใจกับสิ่งที่เขามีแน่นอน เขามีความใฝ่ฝันที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียทั้งหมด แต่ผมคิดว่าประวัติศาสตร์จะจารึกว่าเขาเป็นทั้งปัญญาชนและนักการเมืองที่น่าทึ่งพร้อมๆ กัน...ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยได้พบเห็นบ่อยนัก..."
และเมื่อนักหนังสือพ์มะกัน ทอม เพลต (Tomn Plate) ขอสัมภาษณ์พิเศษท่านผู้อาวุโสแห่งเกาะสิงคโปร์ เพื่อตีพิมพ์เป็นหนังสือสะท้อนวิธีคิดของเขาล่าสุด, ลีกวนยิวไม่ลังเลที่จะตอบคำถามที่เขารู้ว่าจะต้องหลั่งไหลออกมาอย่างช่วยไม่ได้
เขายังหงุดหงิดกับเสียงวิจารณ์จากโลกตะวันตกไหม ว่าเขาเป็นเผด็จการที่ไม่ยอมให้มีฝ่ายค้านมาซักถาม และไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนคนสิงคโปร์วิพากษ์วิจารณ์นโยบายของเขา...ใครขืนกล้าทำอย่างนั้น, เป็นอันเสร็จทุกราย
ลีกวนยิวบอกว่า คนตะวันตกยังไม่เข้าใจเขาอย่างถ่องแท้แน่นอน
"พวกเขาไม่เข้าใจว่าในท้ายที่สุดแล้ว ผมไม่ได้กังวลว่าพวกเขาจะตัดสินผมอย่างไร ผมเป็นห่วงว่าประชาชนที่ผมปกครองดูแลจะพิพากษาผมอย่างไร...ผมถือว่าเป็นความรับผิดชอบของผม เพราะเมื่อผมเสนอตัวสมัครรับเลือกตั้งในช่วงทศวรรษที่ 50 และเมื่อชนะแล้วก็พาพวกเขาไปร่วมมาเลเซีย และเอาพวกเขาออกมามาเลเซีย...เราต้องทำให้สิงคโปร์ที่เป็นเอกราช ประสบเดินหน้าให้ได้..."
เท่ากับเป็นการตอกย้ำว่าเขาไม่แคร์ว่าคนนอกประเทศจะวิจารณ์เขาเสียๆ หายๆ อย่างไร...ที่เขาถือว่าสำคัญกว่าก็คือคนสิงคโปร์ที่เลือกเขาเป็นหัวหน้า มีความเห็นต่อผลงานของเขาอย่างไรต่างหากเล่า
ลีกวนยิวยอมรับว่ามันหาใช่เป็นภาระอันง่ายดายแต่ประการใดไม่เลย
"ผมคิดว่ามันเป็นภาระที่หนักหน่วงเกินกว่าที่ผมจะทำสำเร็จได้ เราต้องสร้างเศรษฐกิจใหม่ แต่ผมมีทีมทำงานที่ดี ในทางปฏิบัติแล้ว, เราลองทำวิธีนั้นวิธีนี้ และในท้ายที่สุดเราก็สำเร็จ และเมื่อสำเร็จแล้ว, หน้าที่ต่อไปก็คือหาคนที่สืบทอดเจตนารมณ์ต่อที่สามารถสืบสานระบบนี้ต่อไป..."
ท่านผู้เฒ่ายอมรับอย่างไม่ลังเลว่า หากเขาไม่สามารถหาคนมารับช่วงต่อ, ก็เท่ากับเป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
"ถ้าหากระบบมันพังลงไป, ก็เท่ากับว่าสิ่งที่ผมทำมาทุกอย่างก็กลายเป็นศูนย์หมด..."
เมื่อลีกวนยิวก้าวลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 1990 หลังจากนั่งเก้าอี้ตัวนี้ 31 ปี (แม้หลายคนเคยคิดว่าเขาจะเกาะติดตำแหน่งนี้ไปถึงวันสุดท้ายของชีวิต) เขาตั้งโก๊ะจ๊กตงแทน (ขณะที่เกือบทุกคนที่เกาะติดข่าวสิงคโปร์ชำเลืองไปที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน 'หลี่เสียนหลง')
"ผมตั้งโก๊ะจ๊กตงและทีมของเขา และผมยังอยู่ข้างหลังเพื่อทำให้เขาดูว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ได้อย่างไร ถ้าเขาต้องการจะเปลี่ยนอะไร, ผมก็สอนเขาว่ามันมีวิธีทำอย่างไร...ไม่มีการบีบเกียร์ ภายใน 6 เดือน, รัฐมนตรีสามคนก็ออกไป เพราะไม่ชอบสไตล์การทำงานของเขา แต่ผมก็ไปพูดจาจนพวกเขาเปลี่ยนใจ ไม่ออก ผมบอกว่าต้องให้เวลาเขาหน่อย เขาต้องการเวลาเพื่อจะค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับงาน พวกเขา (รัฐมนตรีทั้งสาม) ก็อยู่ต่อ...และเขา (โก๊ะจ๊กตง) ก็อยู่ต่อไปถึงตั้ง 14 ปี ...ผมช่วยเขา เขาแต่งตั้งลูกชายผมเป็นรอง ลูกชายผมก็ช่วยเขาประสบความสำเร็จ..."
จะเรียกเป็น 'คำสารภาพ' หรือ 'การอวดอ้างสรรพคุณ' ของลีกวนยิวก็สุดแท้แต่ว่าใครจะมองจากมุมไหน, แต่นี่คือการเปิดใจครั้งแรกของท่านผู้เฒ่าที่ไม่เคยบอกใครที่ไหนมาก่อนว่าเขาต้องคอย 'ประคอง' โก๊ะจ๊กตงไม่ให้ตกม้าตายตอนที่ตัดสินใจตั้ง 'ทายาททางการเมือง' อย่างพร้อมที่จะเสี่ยงกับความล้มเหลว
ลียอมรับกับทอม เพลต ระหว่างการสัมภาษณ์ว่า
"ความสำเร็จของโก๊ะจ๊กตง หมายความว่าผมสำเร็จ...ไม่ใช่ว่าเขาจะสำเร็จแต่เพียงคนเดียว...ความสำเร็จของเขาทำให้ผมได้เครดิตด้วย ขณะเดียวกัน เขาก็ได้ตัดสินใจที่จะช่วยลูกชายของผม (หลี่เสียนหลง) สำเร็จ ซึ่งก็จะทำให้เขาดูดีด้วยเหมือนกัน..."
ลีกวนยิวบอกว่า นี่คือกระบวนการสร้างระบบใหม่สำหรับแวดวงการถ่ายเทอำนาจต่อเนื่องไป
เขาเรียกมันว่า 'virtual cycle' ซึ่งกันข้ามกับที่เราเคยรู้จักมักคุ้นว่า 'vicious cycle'
คำหลังที่เราได้ยินบ่อยๆ คือ 'วงจรอุบาทว์'
แต่ลีกวนยิวพลิกกลับเป็น 'วงจรแห่งความถูกต้องชอบธรรม"
แต่ก็ไม่วายมีคนวิพากษ์อย่างตรงไปตรงมาว่าอำนาจสูงสุดทางการเมืองของสิงคโปร์นั้น จำกัดอยู่ในมือของคนไม่กี่คนที่ลีกวนยิวไว้วางใจเท่านั้น, ยังไม่อาจจะเอ่ยอ้างว่าเป็นประชาธิปไตยได้เป็นอันขาด
เพราะเอาเข้าจริงๆ จะเรียกว่าเป็น 'วงจรแห่งความถูกต้อง' ได้อย่างไร ในเมื่อมันวนเวียนอยู่กับ 'พ่อลูก' หรือคนสนิท ไม่กี่คนเท่านั้น?
นักวิพากษ์ฝรั่งเสียดสีด้วยวลี 'the Father, the Son and Holy Goh'
อันหมายถึง 'ลีผู้พ่อ' กับ 'ลีผู้ลูก' และ 'โก๊ะจ๊กตง' เท่านั้นแหละ
ไม่อาจจะเอ่ยอ้างว่าเป็น 'ระบบเปิด' ที่คนดีคนเก่งจะสามารถเข้ามาเสนอตัวเพื่อ 'รับใช้ชาติ' แต่ประการใด
ลีกวนยิวตอบอย่างไม่ยี่หระว่า
"ผมทำได้ดีที่สุดกับคนที่ผมมีเท่านั้นแหละ"
ลีกวนยิวบอกคนสัมภาษณ์เขาว่า เขาไม่ผูกติดกับปรัชญาหรือทฤษฎีใดๆ ในการทำหน้าที่เป็นผู้นำประเทศ
"ผมสนใจเรื่องปรัชญาและทฤษฎี แต่ผมไม่ให้ชีวิตของผมถูกกำหนดโดยมัน..."
ลีเท้าความให้ฟังว่า ทฤษฎีแห่งยุคสมัยทศวรรษ 1960, 1970 และ 1980 พูดถึง 'ผู้นำโลกที่สาม' หรือ 'สังคมนิยม' หรือ 'คอมมิวนิสต์' หรือ 'สาธารณรัฐโซเวียต' นั้น, เขาฉีกตัวเองออกจากหลักคิดที่ฟังดูทันสมัยในขณะนั้น
"ผมทวนกระแส, และผมก็สำเร็จ...จากนั้นผู้นำอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ก็เดินตามตัวอย่างของผม..."
เขากล่าวอย่างมั่นใจ, เพราะความถ่อมตนมิใช่คุณสมบัติพิเศษของลีกวนยิวอยู่แล้ว
เขาบอกว่าวิธีคิดของเขาคือ เมื่อมีปัญหาที่ต้องแก้, เขาทบทวนว่ามีทางเลือกอะไรบ้าง และถ้าทางออกที่ผมเลือกไม่สำเร็จ, ผมก็หาทางอื่นที่มีความน่าจะเป็นเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จได้สูงกว่า
"ไม่เคยเจอทางตัน..." คือข้อสรุปของเขา
อย่างนี้แปลว่าเขามี 'แผนสอง' เสมอ, เผื่อว่า 'แผนหนึ่ง' ไม่อาจแก้ปัญหาได้
"ใช่, แน่นอน, ถ้าแผนแรกไม่สำเร็จ ก็ต้องมีแผนสองทันที..." เขายืนยัน
มีคนเคยถามลีกวนยิวว่าเขาเป็น 'นกพิราบ' หรือ 'เหยี่ยว' ในประเด็นแนวคิดทางการเมืองโดยเฉพาะในช่วงที่สงครามเวียดนามกำลังร้อนระอุใกล้ๆ บ้านเรา
"ถ้าผมต้องเลือกสัตว์ปีกมาเปรียบเทียบความเป็นคนของผม, ผมไม่ใช่ทั้งนกพิราบหรือเหยี่ยว...ผมว่าผมเป็นนกฮูกมากกว่า"
ความเป็น 'นกฮูก' คือการเฝ้ามองอย่างระแวดระวัง, ไม่กร้าวเช่นเหยี่ยวที่จะระรานใครต่อใคร, แต่ก็ไม่อ่อนนุ่มให้คนอื่นรังแกได้เหมือนพิราบ
(สัปดาห์หน้า..เบื้องหลังยักษ์จีนมากระซิบขอคำแนะนำ 'สิงคโปร์โมเดล')
กาแฟดำ
วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552
ม.มหานครแซงโค้ง ขึ้นนำ Bangkok Post : Mahanakorn tops uni poll

Mahanakorn tops uni poll
New varsity trumps old school in rankings
Writer: SIRIKUL BUNNAG
Published: 9/09/2009 at 12:00 AM
Newspaper section: News
The ranking of Mahanakorn University of Technology as the country's No.1 university ahead of well-known public institutes has shocked education experts.
Mahanakorn topped the latest assessment by the Office for National Education Standards and Quality Assessment (ONESQA) in two categories: research and learning qualities, and the quality of graduates.
Suranaree University of Technology came second in the two categories, according to the agency which released its findings yesterday.
Their rankings topped established universities such as Chulalongkorn and Thammasat which are much more popular with high school students.
Thammasat was fourth and Chulalongkorn was seventh in terms of research and learning qualities. Both are rated only "good" by the agency.
The ONESQA is a public organisation set up to assess the performance of all educational institutions from schools to universities.
The ONESQA looked at the quality of research, academic services, human resource development and teaching, among other factors, in the assessment of research and learning qualities.
It also used criteria such as the graduate employment rate and employer satisfaction with graduates.
Mahanakorn, in Nong Chok district, Bangkok, was established in 1990. Suranaree is an autonomous state university located in Nakhon Ratchasima's Muang district. It was also established in 1990. State-run Ubon Ratchathani University, which is highly rated by the ONESQA, was set up in 1987.
ONESQA director Somwung Pitiyanuwat said there were factors behind the new universities outperforming the older institutes in the assessment.
"They probably have brought in many young, energetic academics," Mr Somwung said.
Other factors include clear directions on how to produce graduates, creative research programmes and ambitions to expand their curriculums or new campuses, he said.
"Those factors could lead to their unexpected success," the ONESQA director said.
Rectors of well-known universities could not be reached for comment on the ONESQA finding.
But an executive of a famous state university called into question the reliability and credibility of the assessment by the ONESQA.
"Is the ONESQA assessment well recognised by the public? Does it reflect the reality?" asked the academic who did not want to reveal his name or the name of his university.
The academic said it was unfair to rate public and private universities, as state universities were duty bound to be service providers for the general public, while private universities did not have this obligation.
The assessment on higher education institutes was undertaken between 2006 and 2008 in 202 colleges and universities. It was the second assessment after the first was made between 2001 and 2005.There are 16 colleges or universities which fail to meet the criteria set up by the agency; 10 of them have been given six months to improve.
Mr Somwung refused to name the six schools which failed to meet the standard and were not given a second chance for the review. He said three of them are community colleges and three are private universities.
The ONESQA has found 29 public and private colleges or universities offering 52 disciplines which are not up to standard.
วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
สัมภาษณ์พิเศษ : ธาริษา วัฒนเกส ธ�
การเมือง : บทวิเคราะห์
วันที่ 25 กรกฎาคม 2552 06:21
สัมภาษณ์พิเศษ : ธาริษา วัฒนเกส ธปท.ดูแลค่าเงินบาท แต่ไม่กำหนดราคาเป้าหมาย
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
ภาพประกอบข่าว
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวถึงมุมมองด้านเศรษฐกิจ และแนวทางบริหารนโยบายการเงิน ระหว่างเปิดโอกาสให้กรรมการบริหารสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจเข้าพบ เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า สภาพเศรษฐกิจปัจจุบันยังต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด แม้ที่ผ่านมาเริ่มเห็นสัญญาณตัวเลขเศรษฐกิจที่ติดลบมากๆ ปรับตัวดีขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถประเมินทิศทางได้ชัดเจน
สำหรับสิ่งที่มีผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยต่อเนื่อง คือ การส่งออก เนื่องจากตลาดต่างประเทศยังไม่ฟื้น ส่วนกรณีไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 นั้น ยังไม่ชัดเจนว่ากระทบกับเศรษฐกิจไทยในสัดส่วนเท่าไร
“เรื่องไข้หวัด คนทั่วโลกรู้ว่าไม่ได้น่ากลัวเหมือนโรคซาร์ส หรือไข้หวัดนก ส่วนจะกระทบกับการท่องเที่ยวไทยหรือไม่นั้น ความจริงการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบมาตั้งแต่เดือน ก.ย.ปีที่แล้ว นับตั้งแต่เศรษฐกิจโลกเริ่มปั่นป่วน จึงไม่ชัดเจนว่าไข้หวัดใหญ่จะมีส่วนทำให้การท่องเที่ยวไทยตกต่ำลงในสัดส่วนเท่าไร”
นอกจากนี้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ก็ยังลดลง เหตุผลจากสภาพเศรษฐกิจโลกทำให้นักลงทุนต้องชะลอการลงทุน จะมีอยู่บ้างเฉพาะส่วนที่เป็นการลงทุนต่อเนื่อง
สำหรับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทย ที่ผ่านมาได้ใช้นโยบายการเงินเข้าไปรองรับแรงกระแทก ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดดอกเบี้ย การใช้เงินออมในประเทศมาลงทุน ซึ่งสามารถรองรับผลกระทบได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้นนับจากนี้เป็นต้นไปคงต้องใช้นโยบายการคลังอย่างเต็มที่
“เรื่องนโยบายการเงิน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น เราได้ทำทุกอย่างแล้ว พูดง่ายๆ ว่าไม่มีอะไรจะทำอีกแล้ว จึงต้องไปแก้ปัญหาระยะยาว ซึ่งนโยบายการคลังต้องทำ เพื่อรองรับกรณีเมื่อไรเศรษฐกิจฟื้น ประเทศไทยจะสามารถเดินหน้าไปได้ทันที”
นางธาริษา กล่าวว่า ระหว่างนี้ประเทศไทยต้องทำตัวเปรียบเหมือนนักกีฬา ที่ต้องฟิตร่างกาย ซุ่มซ้อมไว้ เมื่อไรที่เศรษฐกิจโลกฟื้นขึ้น จะสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้
สำหรับผู้ประกอบการควรที่จะใช้จังหวะนี้ เสริมสร้างความเข้มแข็ง อาจจะมีการเปลี่ยนเครื่องจักรเก่าเป็นเครื่องจักรใหม่ หรือทำธุรกิจให้สอดคล้องกับกระแสโลก เช่น ปัจจุบันมีการพูดถึงเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ต่อข้อถามว่า ปัจจุบันภาคเอกชนไม่อยากลงทุน เพราะยังไม่มั่นใจสภาพเศรษฐกิจ รวมทั้งมีปัญหาสภาพคล่อง
นางธาริษา กล่าวว่า หากมองในภาพรวมเอกชนเฉพาะรายใหญ่ เชื่อว่ายังมีความเข้มแข็ง เพราะยังสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ และมีสถานะทางการเงินที่ดีอยู่ เนื่องจากกลุ่มนี้เรียนรู้ประสบการณ์จากวิกฤติต้มยำกุ้ง ทำให้ปรับตัวได้
เช่นก่อนหน้านี้ภาคเอกชนมีหนี้สินต่อทุนสูงถึง 2 เท่า แต่ปัจจุบันต่ำกว่ามาก ถือว่ายังมีสุขภาพที่ดี ขณะเดียวกันผู้ประกอบการอุตสาหกรรมก็ไม่ได้ปลดพนักงานอย่างรวดเร็วหรือรุนแรงเหมือนในอดีต เนื่องจากรู้ว่าหากปลดออกหมดแล้ว เมื่อถึงเวลาเศรษฐกิจฟื้นจะมีปัญหาเรื่องแรงงาน จึงใช้วิธีค่อยๆ ลดเวลาการทำงาน หากยังขาดทุนถึงจะทยอยปลด ดังนั้นขณะนี้จึงเชื่อว่าภาคเอกชนยังพอมีกำไรในการประกอบการระดับหนึ่ง
“ที่ผ่านมาภาคธุรกิจปรับตัวสอดรับกับสภาพเศรษฐกิจ จนอยู่ในระดับที่ยังดำเนินกิจการต่อไปได้ จะสังเกตว่า ขณะนี้ตัวเลขว่างงานไม่พุ่งสูงขึ้น แสดงว่าผู้ประกอบการยังพอมีกำไรในระดับที่อยู่ได้”
ส่วนการทำงานของแบงก์ชาติ มีการออกมาตรการล่วงหน้า ที่มีส่วนรองรับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ทั้งในเรื่องการปรับลดดอกเบี้ย การดูแลหนี้สินภาคครัวเรือน เพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา
“นโยบายของเราคือ การวางมาตรการป้องกัน เพราะหากปล่อยให้มีปัญหาแล้วค่อยตามแก้ไข จำเป็นต้องใช้ต้นทุนสูงมาก ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในอเมริกา รัฐบาลกลางต้องใช้เงินมหาศาลในการเข้าไปดูแล”
นางธาริษา กล่าวถึงมุมมองต่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ว่า มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลกลางสหรัฐเข้าไปดูแล ส่งผลให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจบางตัวดีขึ้น แต่บางตัวก็ทรุดลง เช่น ยังเกิดกรณีการปิดตัวของกิจการหรือธนาคารขนาดเล็ก อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหากสามารถแก้ปัญหาในองค์กรใหญ่ได้ ความเชื่อมั่นก็จะตามมา
“เศรษฐกิจของสหรัฐขณะนี้อยู่ที่ความเชื่อมั่น หากมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลสหรัฐสำเร็จ ก็น่าจะมีส่วนทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนตามมา เศรษฐกิจก็เริ่มจะดีขึ้น ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งก็ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด”
กลับมาที่ประเทศไทย กรณีมีข้อเสนอจากภาคเอกชน ที่ขอให้ช่วยดูแลในเรื่องสภาพคล่อง รวมทั้งการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท
นางธาริษา กล่าวว่า ในส่วนสภาพคล่อง สำหรับรายใหญ่ๆ เชื่อว่ายังมีความในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ทั้งจากสถาบันการเงิน หรือช่องทางอื่นๆ เช่น การออกหุ้นกู้ แต่ที่น่าจะมีปัญหาคือรายกลาง รายย่อย จึงจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือ
กรณีที่รัฐบาลมอบนโยบายให้แบงก์รัฐหาทางปล่อยเงินกู้เสริมสภาพคล่องให้แก่เอกชนนั้น ก็มีข้อพึงระวังเช่นกัน เนื่องจากธนาคารจำเป็นต้องรักษาวินัยทางการเงินเช่นกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหนี้เอ็นพีแอล
“เรื่องนี้ก็ต้องระมัดระวัง เนื่องจากธนาคารก็ต้องรักษาวินัยด้วย” นางธาริษา กล่าว และว่า ทางออกหนึ่งคือ การใช้มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งต่างประเทศก็ใช้วิธีนี้และได้ผล
ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลมีความพยายามใช้วิธีดังกล่าวผ่านทางบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) แต่ที่ยังไม่เห็นความคืบหน้านั้น เพราะธนาคารพาณิชย์จำเป็นต้องเตรียมขบวนการทำงานที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งปัจจุบันจากการได้รับรายงาน เริ่มจะมีการค้ำประกันเพิ่มขึ้นอย่างน่าพอใจแล้ว
สำหรับกรณีการปล่อยกู้ตามโครงการรัฐ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้เกิดสภาพคล่อง แต่ปรากฏว่าหลายโครงการไม่สามารถปล่อยกู้ได้ตามเป้าหมาย โดยธนาคารที่รับผิดชอบอ้างว่า หากปล่อยสินเชื่อตามนโยบายรัฐ แล้วทำให้เกิดหนี้เสีย จะมีผลกระทบกับการประเมินประสิทธิภาพองค์กรและผู้บริหารนั้น เป็นการอ้างที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากความจริงมีหลักเกณฑ์ให้แยกโครงการรัฐเป็นบัญชีพิเศษ ออกจากบัญชีปกติ จะไม่มีการนำไปประเมินร่วมกัน
นางธาริษา ระบุถึงข้อเรียกร้องให้มีการแทรกแซงค่าเงินบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออก ว่า เรื่องนี้เป็นข้อเรียกร้องมาทุกยุคสมัย แต่สิ่งที่ต้องคำนึงคือ ทุกนโยบายมีทั้งคนได้คนเสีย เช่น เรื่องลดดอกเบี้ย ผู้ส่งออกต้องการให้ลดมากๆ แต่ผู้ที่มีรายได้จากดอกเบี้ยเงินออมได้รับผลกระทบ ดังนั้นต้องดูความพอดีเหมาะสมของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครบอกได้ว่า อัตราค่าเงินเท่าไรถึงจะเหมาะสม ผู้ที่จะชี้ได้คือตลาดซื้อขายเงินตรา หากมีความพยายามแทรกแซง โดยตลาดเห็นว่าเป็นอัตราที่ไม่เหมาะสม ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ก็จะเกิดการเก็งกำไรขึ้น
“หากเกิดเก็งกำไร เราจะต้านได้แค่ไหน ดังนั้นอัตราแลกเปลี่ยนที่เท่าไร เหมาะสมหรือไม่ ควรปล่อยไปตามตลาด”
อย่างไรก็ตาม นางธาริษา ยอมรับว่า ที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้ปล่อยอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอย่างสิ้นเชิง โดยดูแลในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้กำหนดชัดเจนว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะต้องอยู่ในระดับใด
“เราไม่ได้ปล่อยมันไป ก็ดูระดับหนึ่งแค่นั้นเอง แต่ไม่ได้ไปเขียนบนกระดานว่า เราอยากได้ 35 บาท หรือ 36 บาท เขียนตัวเลขใส่กระดานอย่างนั้นไม่ได้”
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า เอกชนบอกว่า ธปท.ไม่ต้องประกาศว่าจะให้อัตราอยู่เท่าไร แต่ให้ช่วยดูแลในทางลับจะไหม
“แม้เราจะไม่ประกาศ แต่คนในตลาดเขาจับตาดูอยู่ สังเกตเวลามีนักข่าวถามว่าแบงก์ชาติเข้าแทรกแซงหรือเปล่า ปกติเราจะไม่พูด หากไม่พูดขอให้เข้าใจว่ามีเหตุผล สมมติบอกเข้า (แทรกแซง) ตลาดก็จะบอกว่านี่เป็นตัวเลขที่อยู่ในใจแบงก์ชาติ แต่ถ้าบอกไม่ได้เข้า ก็จะเข้าใจว่าไม่ใช่อัตราในใจแบงก์ชาติ คือเขาตีความแล้วมี Action”
นางธาริษา ระบุว่า ความจริงเรื่องค่าเงินไม่ควรพูดเลย ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ตลาดจะจับสัญญาณทั้งสิ้น
ส่วนที่ระบุว่าประเทศคู่แข่งใช้นโยบายค่าเงินอ่อนทำให้การส่งออกดีขึ้นนั้น จากการตรวจสอบไม่เป็นความจริง อย่างเช่นกรณีเกาหลีใต้ ค่าเงินวอนที่อ่อนนั้น เนื่องจากปัญหาการบริหารจัดการ ไม่ได้เกิดจากนโยบายแทรกแซง และจะเห็นว่าค่าเงินที่อ่อนลงไม่ได้ส่งผลให้เกาหลีส่งออกดีขึ้น เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ อย่างสิงคโปร์ การส่งออกก็ไม่ดีขึ้น
สำหรับกรณีที่มีความข้อกังวลว่า อนาคตหากมีการกระตุ้นการลงทุนด้วยมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการนำเข้าสินค้าทุนอาจส่งผลต่อค่าเงิน นางธาริษา กล่าวว่า หากจะส่งผลให้ค่าเงินแข็ง และแข็งขึ้นได้จริงๆ เป็นเรื่องดี เพราะนั้นหมายความว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ความต้องการในประเทศเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการสามารถมีเงินไปซื้อวัตถุดิบ หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ถือว่าเป็นเรื่องดี
Tags : นางธาริษา วัฒนเกส • ธนาคารแห่งประเทศไทย • ค่าเงินบาท
ถ่ายเป็นเลือด
วันที่ 25 กรกฎาคม 2552 04:00
ถ่ายเป็นเลือดระวังริดสีดวงทวารหนัก
โดย : โรงพยาบาลเจ้าพระยา
$(function() {$('#media-content').tabs();});
ภาพประกอบข่าว
function change(num, step) {
/*fadeOut*/
if (step == 1) {
opacity -= 10;
if (opacity > 0) {
fader(opacity);
timer2=setTimeout('change(' + num + ', 1)',50);
}
else {
change(num, 2);
}
}
/*change picture*/
else if (step == 2) {
currPic = num;
/* SMT */
msDivs[0].style.display = (num == 0 ? "block" : "none");
msButtons[0].className = (num == 0 ? "on" : "off");
/* End SMT */
change(num, 3);
}
/*fadeIn*/
else if (step == 3) {
opacity += 10;
if (opacity
ภาพประกอบข่าว ภาพประกอบข่าว-->
TOOLS
ขนาดตัวอักษร
พิมพ์ข่าวนี้
ส่งต่อให้เพื่อน
addthis_pub = 'bangkokbiznews';
addthis_logo = 'http://www.bangkokbiznews.com/home/main/images/logo_bangkokbiznews_home.gif';
addthis_logo_background = '010D5B';
addthis_logo_color = 'FFF';
addthis_brand = 'กรุงเทพธุรกิจ';
share
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ผ่าริดสีดวงทวาร เจ็บนิดเดียว
เหมือนภูมิแพ้ แต่ชนะ!
คอลัมน์อื่นๆ
ท่องเที่ยว
แล้อุปั๊ดตะก่า ประเพณีแห่งราบทิวเขาแม่สอด
ทอดน่องท่องเชค
สุขภาพ
สูตรสวยที่บ้าน
คุณเป็นผู้ร่วมงานที่น่ารักแค่ไหน
ภาพยนตร์/ดนตรี
บันทึกแสดงสดคอนเสิร์ตประวัติศาสตร์ คาราบาว 3 ช่าฯ
เดอะ แซทเทอร์เดยส์ เตรียมลัดฟ้าเยือนไทย
ไม่กินผักผลไม้ ดื่มน้ำน้อย เครียดในชีวิตประจำวัน มีโอกาสเสี่ยงที่จะท้องผูก และถ่ายผิดปกติหรือมีเลือดปนออกมา จนถึงขั้นเสี่ยงต่อริดสีดวง-->
google_ad_channel = '8724309246'; //slot number
google_ad_type = 'text'; //media image, text, html, flash
google_max_num_ads = '3'; //amount Ads
//google_image_size = '338X280';
//google_skip = '3';
var ads_ID = 'Google-adsense-indetail'; // set ID for main Element div
var displayBorderTop = false; // default = false;
//var displayLandScape = true; // false=Default, true=landscape *** if set Landscape not arrow ad type image
var position_ad_detail ='in'; // ''=Default, in=Intext, under=TextUnderDetail
google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);
โฆษณาโดย Google
น้ำมันปลา โอเมก้า 3สดจากธรรมชาติอันบริสุทธ์ นิวซีแลนด์ น้ำมันปลาคุณภาพ กลั่นในระดับโมเลกุลwww.xtend-life.co.th
อาหารเพื่อสุขภาพรักษาสุขภาพด้วยการดื่มแต่สิ่งดี ๆ แลคตาซอย งาดำ ชาเขียว คอลลาเจนwww.Lactasoy.com
นพ.ทรงศักดิ์ กรสุทธิโสภณ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญศัลยกรรมทั่วไป โรงพยาบาลเจ้าพระยา เปิดเผยว่า ปัจจุบันคนไทยเริ่มมีพฤติกรรมในการบริโภคอาหารที่เปลี่ยนไปเพิ่มมากขึ้นโดยหลายๆคนไม่รับประทานผักผลไม้หรือบางคนดื่มน้ำน้อยมากในแต่ละวัน
ประกอบกับการเกิดความเครียดจากการทำงาน ภาวะเศรษฐกิจ ปัญหาครอบครัวและสังคม ส่งผลให้คนไทยมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอาการท้องผูก และถ่ายผิดปกติหรือมีเลือดปนออกมา จนถึงขั้นเป็นโรคโลหิตจางจนต้องให้เลือดทดแทน
ทั้งนี้อาการถ่ายเป็นเลือด เป็นอาการหนึ่งจากสภาวะท้องผูก หรือการถ่ายอุจจาระที่มีลักษณะเป็นก้อนแข็ง ซึ่งมาจากพฤติกรรมในผู้ที่ไม่ค่อยรับประทานผัก และผลไม้หรือดื่มน้ำน้อยไม่เพียงพอต่อ
ความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน รวมถึงภาวะความเครียดในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามผู้ป่วยควรจะพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและตำแหน่งที่เลือดออกว่ามาจากส่วนใด ซึ่งอาจจะเป็นเนื้องอก มะเร็ง หรือริดสีดวงทวารหนัก คือถ้ามีเลือดออกจากลำไส้ใหญ่ส่วนล่างหรือบริเวณทวารหนัก
ผู้ที่มีอาการจะเห็นเป็นเลือดสีแดงสดไหลหรือหยดหรือผสมกับอุจจาระที่ออกมา อาการเหล่านี้หากทิ้งไว้ในระยะยาวโดยไม่ทำการรักษา อาจนำไปสู่การเป็นโรคริดสีดวงทวารหนักในระยะที่ 3 และ4 ได้
โรคริดสีดวงทวารหนักภายในระยะที่ 1 และ 2 ไม่ถือว่าเป็นอันตรายแก่ชีวิต แต่จะเป็นความลำบากสำหรับผู้ป่วยเองในการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะการที่ผู้ป่วยปล่อยให้โรคริดสีดวงทวารหนักเรื้อรังจนลุกลามไปถึงระยะที่ 3 และ4 เป็นเพราะผู้ป่วยโรคริดสีดวงทวารหนักบางรายส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะไปพบและปรึกษาแพทย์ มักจะเก็บความทุกข์ทรมานจากโรคนี้ไว้ตามลำพังเนื่องจากเกิดความอาย และกลัวกับวิธีการผ่าตัด
แต่ปัจจุบัน วิทยาการทางการแพทย์เกี่ยวกับการรักษาโรคริดสีดวงทวารหนักมีความก้าวหน้ามากขึ้น โดยผู้ป่วยโรคริดสีดวงทวารหนักในระยะที่ 3 และ4 สามารถเลือกที่จะเข้ารับการผ่าตัดรักษาโรคด้วยเครื่องมือตัดเย็บอัตโนมัติ (Stapled hemorrhoidectomy) หรือที่เรียกว่า PPH (Procedure for prolapsed and hemorrhoid) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีก้อนเนื้อยื่นออกมาในปริมาณมาก
การรักษาด้วยเครื่องมือดังกล่าว จะช่วยให้ผู้ป่วยเจ็บน้อยลงและใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นน้อย ไม่มีผลข้างเคียงหลังการผ่าตัด รวมถึงผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ไวกว่าการผ่าตัดแบบเดิม
การใช้เครื่องมือตัดเย็บอัตโนมัติ หรือ PPH กับผู้ป่วยโรคริดสีดวงทวารหนักในระยะที่ 3 และ4 เป็นวิธีแก้ไขกลไกที่ทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวารหนักโดยตรง ซึ่งอุปกรณ์ที่สำคัญในการผ่าตัดรักษาประกอบด้วย 3 ส่วน คือ เครื่องมือสอดและถ่างทวารหนัก เครื่องมือช่วยเย็บ และเครื่องมือตัดเย็บหัวริดสีดวง โดยการตัดและเย็บนี้ จะกระทำตามแนวเส้นรอบวงโดยตลอด จึงสามารถตัดหัวริดสีดวงออกได้ทุกหัวและไม่ทำให้รูทวารหนักแคบลง
อีกทั้งแนวการเย็บอยู่สูงกว่าเส้นเด็นเต็ท (dentate line) ซึ่งเป็นบริเวณที่ไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวดมาเลี้ยง จึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดน้อยลง
นพ. ทรงศักดิ์ กล่าวต่อว่า โดยทฤษฏีแล้วโรคริดสีดวงทวารหนักเกิดจากการเลื่อนตัวของเบาะรอง(cushion) ที่อยู่ภายในทวารหนักออกมาภายนอก วิธีการผ่าตัดนี้จะดันเบาะรองกลับไปสู่ตำแหน่งเดิม และตัดเฉพาะส่วนเกินที่ยื่นออกมาเท่านั้น ไม่ตัดเบาะรองออกทั้งหมด ในความเป็นจริงแล้วเบาะรองมีประโยชน์ในการทำให้ทวารหนักของคนเราปิดสนิทไม่มีน้ำอุจจาระเล็ดออกมาได้ในระหว่างที่ไม่ได้ถ่ายอุจจาระ
“ เพื่อป้องกันการเป็นโรคริดสีดวงทวารหนัก หากผู้ป่วยพบว่ามีอาการถ่ายเป็นเลือด ถ่ายลำบาก อย่าปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นเรื้อรังควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเรื่องการรับประทานอาหาร เน้นผักและผลไม้ให้มากขึ้น ดื่มน้ำมากๆ หลีกเลี่ยงอุปนิสัยเบ่งอุจจาระเวลาขับถ่าย ไม่ใช้ยาสวนอุจจาระพร่ำเพรื่อ
หากหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เป็นความเสี่ยงเหล่านี้ ผู้ป่วยจะมีโอกาสห่างไกลจากโรคริดสีดวงทวารหนัก และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยที่ไม่ต้องพบแพทย์” นายแพทย์ทรงศักดิ์ กล่าว
Google Friend Connect
นโยบายส่วนบุคคลของ Google Friend Connect
ขอขอบคุณที่ใช้ Friend Connect! นโยบายส่วนบุคคลของ Google อธิบายวิธีที่เราปฏิบัติต่อข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อคุณใช้ผลิตภัณฑ์และบริการของ Google รวมถึงข้อมูลที่คุณให้เมื่อใช้ Friend Connect นอกจากนี้ ข้อมูลต่อไปนี้เป็นวิธีปฏิบัติต่อข้อมูลส่วนบุคคลเฉพาะของ Friend Connect
Friend Connect ทำงานอย่างไร
การให้บริการ Friend Connect หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละเว็บไซต์ ถ้าต้องการให้บริการ Friend Connect จะช่วยให้คุณสามารถใช้บัญชีผู้ใช้ Google หรือบริการอื่นๆ ที่สนับสนุน OpenID (เช่น Yahoo, AOL Instant Messenger) เพื่อลงชื่อเข้าใช้และใช้คุณลักษณะด้านสังคมในเว็บไซต์ดังกล่าว ("ไซต์ Friend Connect") เราเรียกคุณลักษณะเหล่านี้ว่า "Gadget" คุณลักษณะทางสังคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหน้าเว็บ ซึ่งได้รับการพัฒนาและดำเนินการโดยบุคคลอื่น นอกเหนือจากเว็บไซต์ที่คุณเข้าชม Gadget ที่ปรากฏบนเว็บไซต์ที่ใช้ Friend Connect จะถูกเลือกโดยเจ้าของเว็บไซต์ และอาจได้รับการพัฒนาโดย Google หรือผู้พัฒนารายอื่น
คุณสามารถใช้ Friend Connect เพื่อ:
- เชิญเพื่อนๆ จากเว็บไซต์เครือข่ายสังคมที่คุณใช้งานอยู่ให้เข้าร่วมในไซต์ Friend Connect และเป็นเพื่อนกับผู้ใช้คนอื่นๆ ในไซต์ Friend Connect
- เผยแพร่กิจกรรมบนไซต์ Friend Connect ของคุณกลับมาที่ไซต์เครือข่ายสังคมปัจจุบันของคุณ (ถ้าสนับสนุนฟังก์ชันนี้)
เนื่องจาก Friend Connect มีการติดต่อกับบริการอื่นๆ จำนวนมาก อาจมีบริการที่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับคุณถึงห้าบริการ เมื่อคุณใช้ Friend Connect: 1) Google, 2) ไซต์ Friend Connect 3) ผู้พัฒนา Gadget ที่มีให้ในไซต์ 4) ไซต์เครือข่ายสังคมที่คุณเป็นสมาชิกอยู่แล้ว และ 5) ถ้าคุณใช้ OpenID จะรวมถึงผู้ให้บริการข้อมูลเฉพาะของ OpenID ด้วย
Google ได้รับข้อมูลใดบ้างเมื่อฉันใช้ Friend Connect
ถ้าคุณสร้างหรือใช้ บัญชีผู้ใช้ Google ที่มีอยู่ เพื่อใช้งาน Friend Connect ในกรณีนี้ Google จะขอข้อมูลส่วนบุคคลบางอย่าง เมื่อคุณสร้างบัญชีผู้ใช้ Google รวมถึงที่อยู่อีเมลและรหัสผ่านของคุณ ซึ่งจะใช้ป้องกันบัญชีของคุณจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ถ้าคุณใช้บัญชี OpenID เพื่อใช้งาน Friend Connect ในกรณีนี้ Google จะไม่รับข้อมูลที่คุณระบุให้กับผู้ให้บริการข้อมูลประจำตัว เมื่อคุณสร้างบัญชี การใช้งาน Friend Connect และกิจกรรมของคุณในไซต์ Friend Connect จะถูกบันทึกไว้โดยเชื่อมโยงกับบัญชีผู้ใช้ Google หรือบัญชี OpenID ของคุณ แล้วแต่กรณี
Google จะได้รับข้อมูลต่อไปนี้เมื่อคุณใช้ Friend Connect:
- กิจกรรมใน Friend Connect ของคุณบนไซต์ รวมถึงเวลาที่คุณลงชื่อเข้าใช้และดำเนินการต่างๆ กับ Gadget ของไซต์ เพื่อนของคุณที่คุณเชิญให้เข้าร่วมไซต์ เพื่อนของคุณที่ยอมรับคำเชิญ และข้อมูลเกี่ยวกับเพื่อนของคุณบนไซต์ Friend Connect ข้อมูลนี้จำเป็นสำหรับการให้บริการแก่คุณ และเพื่อการแสดงเนื้อหาให้กับบุคคลที่คุณเลือกที่จะใช้ร่วมกันได้อย่างเหมาะสม
- ถ้าคุณเลือกที่จะเชิญเพื่อนจากไซต์เครือข่ายสังคมปัจจุบัน Google จะขอรายชื่อเพื่อนจากไซต์นั้นเพื่อส่งคำเชิญ นอกจากนี้ Google อาจรับข้อมูลที่จำกัดเกี่ยวกับเพื่อนๆ เหล่านี้ เช่น ชื่อเล่นและรูปภาพ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับไซต์ดังกล่าวด้วย Google จะไม่เก็บข้อมูลนี้ไว้เกินกว่า 24 ชั่วโมง
- สำหรับผู้ใช้ที่เชื่อมโยงบัญชีTwitter ของตน Google จะได้รับและเก็บชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านของคุณ เราจะใช้ข้อมูลนี้เพื่อให้บริการแก่คุณเท่านั้น และจะลบข้อมูลนี้ ถ้าคุณตัดการเชื่อมโยงบัญชี Twitter จากบัญชี Friend Connect ของคุณ
- ถ้าเว็บไซต์ใช้ Gadget ที่พัฒนาโดย Google ข้อมูลที่ Gadget เหล่านั้นเก็บจะได้รับการควบคุมตามนโยบายส่วนบุคคลของ Google และนโยบายนี้ ยกเว้นกรณีที่ระบุไว้เป็นอย่างอื่นใน Gadget หรือก่อนที่คุณจะใช้ Gadget เป็นครั้งแรก
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลนี้ โปรดดูที่หัวข้อ "Google ใช้ข้อมูลของฉันอย่างไร" ด้านล่างนี้
ไซต์ Friend Connect จะได้รับข้อมูลใดบ้าง
ไซต์ Friend Connect จะได้รับบัญชีผู้ใช้ Google หรือชื่อเล่นของ OpenID และเนื้อหาใดๆ ก็ตามที่คุณเลือกที่จะเผยแพร่บนไซต์ ไซต์ Friend Connect จะไม่รับข้อมูลส่วนตัวของเพื่อนคุณ หรือข้อมูลบุคคลที่คุณเชิญ โปรดทราบว่าไซต์ Friend Connect อาจเก็บข้อมูลเกี่ยวกับคุณในบางส่วนของเว็บไซต์ ซึ่งแยกจากบริการ Friend Connect คุณควรอ่านนโยบายส่วนบุคคลของไซต์เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลที่มีการเก็บ และวิธีปฏิบัติด้านข้อมูลส่วนบุคคลที่ใช้กับข้อมูลดังกล่าว
นักพัฒนา Gadget จะได้รับข้อมูลใดบ้าง
ไซต์ Friend Connect ที่คุณเข้าชมจะเลือกว่า Gadget ใดสามารถใช้ได้ในไซต์ของตน ร่วมกับบริการ Friend Connect ซึ่ง Gadget เหล่านี้อาจเก็บข้อมูลจากคุณ เพื่อให้บริการแก่คุณ ก่อนที่จะมีการเปิดเผยข้อมูลของคุณกับ Gadget คุณจะได้รับแจ้งว่าผู้พัฒนาคือใคร และจะสามารถเลือกได้ว่าต้องการใช้ Gadget หรือไม่ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถเปิดใช้งาน Gadget ที่พัฒนาโดย Google ที่เป็นไปตามนโยบายส่วนบุคคลนี้โดยอัตโนมัติได้
ข้อมูลที่นักพัฒนา Gadget ได้รับจะขึ้นอยู่กับนโยบายส่วนบุคคลของผู้พัฒนา และคุณควรอ่านนโยบายเหล่านี้เพื่อให้ทราบเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติต่อข้อมูลส่วนบุคคลของผู้พัฒนา
ไซต์เครือข่ายสังคมที่ฉันเป็นสมาชิกอยู่แล้วจะได้รับข้อมูลใดบ้าง
ถ้าคุณเลือกที่จะใช้ Friend Connect เพื่อเชิญเพื่อนจากเครือข่ายสังคมที่มีอยู่ เครือข่ายสังคมเหล่านั้นจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน Friend Connect ของคุณ และอาจได้รับข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมของคุณในไซต์ Friend Connect แม้ว่าวิธีปฏิบัติในการเก็บข้อมูลของแต่ละไซต์จะต่างกัน แต่ตัวอย่างของข้อมูลที่ไซต์เครือข่ายสังคมอาจเก็บมีดังนี้:
- หากคุณเลือกที่จะเชิญเพื่อนจากไซต์เครือข่ายสังคม เครือข่ายนั้นจะได้รับข้อมูลว่าคุณใช้ Friend Connect เพื่อติดต่อและเชิญเพื่อนของคุณ
- ไซต์เครือข่ายสังคมบางแห่งมีคุณลักษณะที่อนุญาตให้คุณส่งข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมของคุณในไซต์ Friend Connect กลับไปยังไซต์เครือข่ายสังคมนั้น (เพื่อเผยแพร่ในโปรไฟล์ของคุณ เป็นต้น) ถ้าคุณเลือกที่จะใช้คุณลักษณะเหล่านี้ กิจกรรมของคุณในไซต์ Friend Connect อาจมีการเปิดเผยให้กับไซต์เครือข่ายสังคม
ข้อมูลที่ไซต์เครือข่ายสังคมได้รับจะขึ้นอยู่กับนโยบายส่วนบุคคลของไซต์นั้นๆ และคุณควรอ่านนโยบายเหล่านี้เพื่อให้ทราบเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติต่อข้อมูลส่วนบุคคลของไซต์
ผู้ให้บริการ OpenID ของคุณจะได้รับข้อมูลใดบ้าง
ถ้าคุณเข้าสู่ Friend Connect โดยใช้บัญชี OpenID ผู้ให้บริการข้อมูลเฉพาะของผู้ใช้ OpenID จะได้รับข้อมูลอย่างจำกัด เกี่ยวกับเวลาที่คุณลงชื่อเข้าใช้ Friend Connect โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ให้บริการจะได้รับคำขอเพื่อยืนยันข้อมูลล็อกอินของคุณจาก Friend Connect ทุกครั้งที่คุณลงชื่อเข้าใช้ แต่จะไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับไซต์ที่คุณเข้าร่วม หรือกิจกรรมของคุณในไซต์เหล่านั้น
Google จะใช้ข้อมูลที่ได้รับอย่างไร
นอกเหนือจากการใช้งานที่กล่าวถึงในนโยบายส่วนบุคคลของ Google แล้ว ข้อมูลต่อไปนี้จะกล่าวถึงวิธีปฏิบัติเฉพาะของ Friend Connect
- เราใช้ข้อมูลที่เก็บเพื่อให้บริการ Friend Connect แก่คุณ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณส่งความคิดเห็นหรือผูกมิตรในไซต์ เราจะบันทึกและแสดงข้อมูลนั้นในไซต์ Friend Connect
- นอกเหนือจากข้อมูลที่แสดงในไซต์ Friend Connect แล้ว เรายังเก็บข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับกิจกรรมของคุณในไซต์อีกด้วย เช่น เวลาที่คุณเข้าสู่ไซต์และการดำเนินการต่างๆ กับไซต์ ข้อมูลนี้จะเก็บไว้โดยเชื่อมโยงกับบัญชีผู้ใช้ Google ของคุณ และเก็บไว้เป็นเวลา 13 สัปดาห์ก่อนที่จะลบ เราใช้ข้อมูลนี้เพื่อรักษา คุ้มครอง และปรับปรุงบริการของเรา
ทางเลือกของคุณ
- คุณสามารถยุติการใช้บัญชีผู้ใช้ Google ของคุณเมื่อใดก็ได้ ตามที่อธิบายไว้ ที่นี่ และข้อมูล Friend Connect ทั้งหมดที่เชื่อมโยงกับบัญชีของคุณจะถูกลบออก
- คุณสามารถลบข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับตัุวคุณในไซต์ Friend Connect ด้วยการคลิกที่ลิงก์ "ยกเลิกการเข้าร่วม" ในหน้าการตั้งค่า Friend Connect นอกจากนั้นยังสามารถจัดการ (หรือลบ) เพื่อนๆ ในไซต์นั้นๆ ได้ เมื่อใดก็ตามที่มีการลบข้อมูลจากไซต์ Friend Connect ข้อมูลนั้นจะถูกลบจากเซิร์ฟเวอร์ของ Google ภายใน 14 วัน
- โปรดทราบว่าผู้ดำเนินการเว็บไซต์ Friend Connect ยังสามารถลบบัญชีของคุณในไซต์ได้ตามที่เห็นสมควร และยังสามารถลบความคิดเห็นแต่ละรายการได้ ถ้าผู้ดำเนินการไซต์ลบบัญชีหรือความคิดเห็นของคุณ ข้อมูลนั้นก็จะถูกลบออกจากบริการ
©2009 Google - นโยบายส่วนบุคคล - ข้อกำหนดในการให้บริการ - ความช่วยเหลือ -