สัมภาษณ์พิเศษ : ธาริษา วัฒนเกส
การเมือง : บทวิเคราะห์
วันที่ 25 กรกฎาคม 2552 06:21
สัมภาษณ์พิเศษ : ธาริษา วัฒนเกส ธปท.ดูแลค่าเงินบาท แต่ไม่กำหนดราคาเป้าหมาย
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
ภาพประกอบข่าว
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวถึงมุมมองด้านเศรษฐกิจ และแนวทางบริหารนโยบายการเงิน ระหว่างเปิดโอกาสให้กรรมการบริหารสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจเข้าพบ เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า สภาพเศรษฐกิจปัจจุบันยังต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด แม้ที่ผ่านมาเริ่มเห็นสัญญาณตัวเลขเศรษฐกิจที่ติดลบมากๆ ปรับตัวดีขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถประเมินทิศทางได้ชัดเจน
สำหรับสิ่งที่มีผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยต่อเนื่อง คือ การส่งออก เนื่องจากตลาดต่างประเทศยังไม่ฟื้น ส่วนกรณีไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 นั้น ยังไม่ชัดเจนว่ากระทบกับเศรษฐกิจไทยในสัดส่วนเท่าไร
“เรื่องไข้หวัด คนทั่วโลกรู้ว่าไม่ได้น่ากลัวเหมือนโรคซาร์ส หรือไข้หวัดนก ส่วนจะกระทบกับการท่องเที่ยวไทยหรือไม่นั้น ความจริงการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบมาตั้งแต่เดือน ก.ย.ปีที่แล้ว นับตั้งแต่เศรษฐกิจโลกเริ่มปั่นป่วน จึงไม่ชัดเจนว่าไข้หวัดใหญ่จะมีส่วนทำให้การท่องเที่ยวไทยตกต่ำลงในสัดส่วนเท่าไร”
นอกจากนี้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ก็ยังลดลง เหตุผลจากสภาพเศรษฐกิจโลกทำให้นักลงทุนต้องชะลอการลงทุน จะมีอยู่บ้างเฉพาะส่วนที่เป็นการลงทุนต่อเนื่อง
สำหรับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทย ที่ผ่านมาได้ใช้นโยบายการเงินเข้าไปรองรับแรงกระแทก ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดดอกเบี้ย การใช้เงินออมในประเทศมาลงทุน ซึ่งสามารถรองรับผลกระทบได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้นนับจากนี้เป็นต้นไปคงต้องใช้นโยบายการคลังอย่างเต็มที่
“เรื่องนโยบายการเงิน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น เราได้ทำทุกอย่างแล้ว พูดง่ายๆ ว่าไม่มีอะไรจะทำอีกแล้ว จึงต้องไปแก้ปัญหาระยะยาว ซึ่งนโยบายการคลังต้องทำ เพื่อรองรับกรณีเมื่อไรเศรษฐกิจฟื้น ประเทศไทยจะสามารถเดินหน้าไปได้ทันที”
นางธาริษา กล่าวว่า ระหว่างนี้ประเทศไทยต้องทำตัวเปรียบเหมือนนักกีฬา ที่ต้องฟิตร่างกาย ซุ่มซ้อมไว้ เมื่อไรที่เศรษฐกิจโลกฟื้นขึ้น จะสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้
สำหรับผู้ประกอบการควรที่จะใช้จังหวะนี้ เสริมสร้างความเข้มแข็ง อาจจะมีการเปลี่ยนเครื่องจักรเก่าเป็นเครื่องจักรใหม่ หรือทำธุรกิจให้สอดคล้องกับกระแสโลก เช่น ปัจจุบันมีการพูดถึงเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ต่อข้อถามว่า ปัจจุบันภาคเอกชนไม่อยากลงทุน เพราะยังไม่มั่นใจสภาพเศรษฐกิจ รวมทั้งมีปัญหาสภาพคล่อง
นางธาริษา กล่าวว่า หากมองในภาพรวมเอกชนเฉพาะรายใหญ่ เชื่อว่ายังมีความเข้มแข็ง เพราะยังสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ และมีสถานะทางการเงินที่ดีอยู่ เนื่องจากกลุ่มนี้เรียนรู้ประสบการณ์จากวิกฤติต้มยำกุ้ง ทำให้ปรับตัวได้
เช่นก่อนหน้านี้ภาคเอกชนมีหนี้สินต่อทุนสูงถึง 2 เท่า แต่ปัจจุบันต่ำกว่ามาก ถือว่ายังมีสุขภาพที่ดี ขณะเดียวกันผู้ประกอบการอุตสาหกรรมก็ไม่ได้ปลดพนักงานอย่างรวดเร็วหรือรุนแรงเหมือนในอดีต เนื่องจากรู้ว่าหากปลดออกหมดแล้ว เมื่อถึงเวลาเศรษฐกิจฟื้นจะมีปัญหาเรื่องแรงงาน จึงใช้วิธีค่อยๆ ลดเวลาการทำงาน หากยังขาดทุนถึงจะทยอยปลด ดังนั้นขณะนี้จึงเชื่อว่าภาคเอกชนยังพอมีกำไรในการประกอบการระดับหนึ่ง
“ที่ผ่านมาภาคธุรกิจปรับตัวสอดรับกับสภาพเศรษฐกิจ จนอยู่ในระดับที่ยังดำเนินกิจการต่อไปได้ จะสังเกตว่า ขณะนี้ตัวเลขว่างงานไม่พุ่งสูงขึ้น แสดงว่าผู้ประกอบการยังพอมีกำไรในระดับที่อยู่ได้”
ส่วนการทำงานของแบงก์ชาติ มีการออกมาตรการล่วงหน้า ที่มีส่วนรองรับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ทั้งในเรื่องการปรับลดดอกเบี้ย การดูแลหนี้สินภาคครัวเรือน เพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา
“นโยบายของเราคือ การวางมาตรการป้องกัน เพราะหากปล่อยให้มีปัญหาแล้วค่อยตามแก้ไข จำเป็นต้องใช้ต้นทุนสูงมาก ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในอเมริกา รัฐบาลกลางต้องใช้เงินมหาศาลในการเข้าไปดูแล”
นางธาริษา กล่าวถึงมุมมองต่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ว่า มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลกลางสหรัฐเข้าไปดูแล ส่งผลให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจบางตัวดีขึ้น แต่บางตัวก็ทรุดลง เช่น ยังเกิดกรณีการปิดตัวของกิจการหรือธนาคารขนาดเล็ก อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหากสามารถแก้ปัญหาในองค์กรใหญ่ได้ ความเชื่อมั่นก็จะตามมา
“เศรษฐกิจของสหรัฐขณะนี้อยู่ที่ความเชื่อมั่น หากมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลสหรัฐสำเร็จ ก็น่าจะมีส่วนทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนตามมา เศรษฐกิจก็เริ่มจะดีขึ้น ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งก็ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด”
กลับมาที่ประเทศไทย กรณีมีข้อเสนอจากภาคเอกชน ที่ขอให้ช่วยดูแลในเรื่องสภาพคล่อง รวมทั้งการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท
นางธาริษา กล่าวว่า ในส่วนสภาพคล่อง สำหรับรายใหญ่ๆ เชื่อว่ายังมีความในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ทั้งจากสถาบันการเงิน หรือช่องทางอื่นๆ เช่น การออกหุ้นกู้ แต่ที่น่าจะมีปัญหาคือรายกลาง รายย่อย จึงจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือ
กรณีที่รัฐบาลมอบนโยบายให้แบงก์รัฐหาทางปล่อยเงินกู้เสริมสภาพคล่องให้แก่เอกชนนั้น ก็มีข้อพึงระวังเช่นกัน เนื่องจากธนาคารจำเป็นต้องรักษาวินัยทางการเงินเช่นกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหนี้เอ็นพีแอล
“เรื่องนี้ก็ต้องระมัดระวัง เนื่องจากธนาคารก็ต้องรักษาวินัยด้วย” นางธาริษา กล่าว และว่า ทางออกหนึ่งคือ การใช้มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งต่างประเทศก็ใช้วิธีนี้และได้ผล
ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลมีความพยายามใช้วิธีดังกล่าวผ่านทางบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) แต่ที่ยังไม่เห็นความคืบหน้านั้น เพราะธนาคารพาณิชย์จำเป็นต้องเตรียมขบวนการทำงานที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งปัจจุบันจากการได้รับรายงาน เริ่มจะมีการค้ำประกันเพิ่มขึ้นอย่างน่าพอใจแล้ว
สำหรับกรณีการปล่อยกู้ตามโครงการรัฐ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้เกิดสภาพคล่อง แต่ปรากฏว่าหลายโครงการไม่สามารถปล่อยกู้ได้ตามเป้าหมาย โดยธนาคารที่รับผิดชอบอ้างว่า หากปล่อยสินเชื่อตามนโยบายรัฐ แล้วทำให้เกิดหนี้เสีย จะมีผลกระทบกับการประเมินประสิทธิภาพองค์กรและผู้บริหารนั้น เป็นการอ้างที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากความจริงมีหลักเกณฑ์ให้แยกโครงการรัฐเป็นบัญชีพิเศษ ออกจากบัญชีปกติ จะไม่มีการนำไปประเมินร่วมกัน
นางธาริษา ระบุถึงข้อเรียกร้องให้มีการแทรกแซงค่าเงินบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออก ว่า เรื่องนี้เป็นข้อเรียกร้องมาทุกยุคสมัย แต่สิ่งที่ต้องคำนึงคือ ทุกนโยบายมีทั้งคนได้คนเสีย เช่น เรื่องลดดอกเบี้ย ผู้ส่งออกต้องการให้ลดมากๆ แต่ผู้ที่มีรายได้จากดอกเบี้ยเงินออมได้รับผลกระทบ ดังนั้นต้องดูความพอดีเหมาะสมของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครบอกได้ว่า อัตราค่าเงินเท่าไรถึงจะเหมาะสม ผู้ที่จะชี้ได้คือตลาดซื้อขายเงินตรา หากมีความพยายามแทรกแซง โดยตลาดเห็นว่าเป็นอัตราที่ไม่เหมาะสม ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ก็จะเกิดการเก็งกำไรขึ้น
“หากเกิดเก็งกำไร เราจะต้านได้แค่ไหน ดังนั้นอัตราแลกเปลี่ยนที่เท่าไร เหมาะสมหรือไม่ ควรปล่อยไปตามตลาด”
อย่างไรก็ตาม นางธาริษา ยอมรับว่า ที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้ปล่อยอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอย่างสิ้นเชิง โดยดูแลในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้กำหนดชัดเจนว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะต้องอยู่ในระดับใด
“เราไม่ได้ปล่อยมันไป ก็ดูระดับหนึ่งแค่นั้นเอง แต่ไม่ได้ไปเขียนบนกระดานว่า เราอยากได้ 35 บาท หรือ 36 บาท เขียนตัวเลขใส่กระดานอย่างนั้นไม่ได้”
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า เอกชนบอกว่า ธปท.ไม่ต้องประกาศว่าจะให้อัตราอยู่เท่าไร แต่ให้ช่วยดูแลในทางลับจะไหม
“แม้เราจะไม่ประกาศ แต่คนในตลาดเขาจับตาดูอยู่ สังเกตเวลามีนักข่าวถามว่าแบงก์ชาติเข้าแทรกแซงหรือเปล่า ปกติเราจะไม่พูด หากไม่พูดขอให้เข้าใจว่ามีเหตุผล สมมติบอกเข้า (แทรกแซง) ตลาดก็จะบอกว่านี่เป็นตัวเลขที่อยู่ในใจแบงก์ชาติ แต่ถ้าบอกไม่ได้เข้า ก็จะเข้าใจว่าไม่ใช่อัตราในใจแบงก์ชาติ คือเขาตีความแล้วมี Action”
นางธาริษา ระบุว่า ความจริงเรื่องค่าเงินไม่ควรพูดเลย ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ตลาดจะจับสัญญาณทั้งสิ้น
ส่วนที่ระบุว่าประเทศคู่แข่งใช้นโยบายค่าเงินอ่อนทำให้การส่งออกดีขึ้นนั้น จากการตรวจสอบไม่เป็นความจริง อย่างเช่นกรณีเกาหลีใต้ ค่าเงินวอนที่อ่อนนั้น เนื่องจากปัญหาการบริหารจัดการ ไม่ได้เกิดจากนโยบายแทรกแซง และจะเห็นว่าค่าเงินที่อ่อนลงไม่ได้ส่งผลให้เกาหลีส่งออกดีขึ้น เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ อย่างสิงคโปร์ การส่งออกก็ไม่ดีขึ้น
สำหรับกรณีที่มีความข้อกังวลว่า อนาคตหากมีการกระตุ้นการลงทุนด้วยมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการนำเข้าสินค้าทุนอาจส่งผลต่อค่าเงิน นางธาริษา กล่าวว่า หากจะส่งผลให้ค่าเงินแข็ง และแข็งขึ้นได้จริงๆ เป็นเรื่องดี เพราะนั้นหมายความว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ความต้องการในประเทศเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการสามารถมีเงินไปซื้อวัตถุดิบ หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ถือว่าเป็นเรื่องดี
Tags : นางธาริษา วัฒนเกส • ธนาคารแห่งประเทศไทย • ค่าเงินบาท
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น